TRIP TO 香港[07-09/11/'09]
posted on 16 Nov 2009 23:56 by yukiruกลับมาแล้ว ... ความจริงก็กลับมาตั้งแต่จันทร์ที่ผ่านมาแล้วล่ะ กลับมาถึงบ้านประมาณเที่ยงคืน รื้อข้าวของออกจากกระเป๋าเดินทางแล้วเตรียมตัวไปทำงานวันต่อไป แล้วก็วิ่งวุ่นทำงานตลอด พ่วงสะสางงานแปลที่ทำค้างอยู่ให้เสร็จ...ตอนนี้ก็เหลือแต่ตรวจเช็คคำกับอุดช่องเท่านั้น เลยพักมานั่งอัพเรื่องที่ไปฮ่องกงก่อน
เรื่องเริ่มจากไปเห็นคนรีวิวว่าตั๋วไปฮ่องกงถูกมาก เลยนึกอยากไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้ตัดสินใจอะไรแน่นอน จนพี่สาวสุดเลิฟเดินมาบอกว่า ตั๋วของair asiaถูกมาก แค่1,800 บาทเอง(ตั๋วไป-กลับ) เทียบกับค่าตั๋วไปญี่ปุ่นแล้ว เรียกว่าราคาคนละเรื่องเลยทีเดียว เลยตกลงว่าจะไปกัน และพอเล่าให้เพื่อนผู้ชายที่ทำงานฟังแล้ว พี่แกได้ยินค่าตั๋วถูกซะขนาดนั้น ก็เลยสนใจขอไปด้วย สรุปว่าจากเดิมที่กะจะไปกันแค่ 2 คนคือเรากับพี่ ไปๆมาๆ ก็มีเพื่อนร่วมเดินทางเพิ่มมาอีก 2 คน
ระยะเวลาเดินทางคือ 3วัน 2 คืน เดินทางเช้าวันเสาร์และกำหนดว่าจะกลับกรุงเทพในคืนวันจันทร์ เช้าวันเดินทาง เครื่องออก 6 โมงครึ่ง เลยต้องตื่นตอนประมาณตี 3 ถ้าเป็นบางวันนี่เพิ่งจะเข้านอนเองแท้ๆ แต่ก็ต้องตื่นแล้ว แถมขนาดไปถึงสนามบินตอน ตี 4 ครึ่ง ตาก็ยังเบลอๆ มองอะไรไม่ชัดอยู่นานเลย
ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง ก็มาถึงสนามบินนานาชาติฮ่องกง ดูตามเวลาไทย ตอนนั้นที่ไทยยังไม่ถึง 10 โมงก็มาถึงซะแล้ว(ตอนที่ถึงฮ่องกง เทียบเวลาดูแล้ว เป็นปกติ วันนั้นคงกำลังนั่งกินข้าวก่อนเข้างานวันเสาร์แหละ ^^") ตอนที่เดินอยู่ในสนามบินก็หวั่นๆ เพราะมองไปทางไหนก็เห็นแต่ภาษาจีนกับอังกฤษ...
ออกจากสนามบินปุ้บก็เดินไปขึ้นรถบัสเข้าเมือง ที่นี่มีรถบัสเข้าเมืองเยอะ เวลาไม่ต่างจากนั่งรถไฟเข้าเมืองเท่าไหร่ ค่ารถประมาณ 33 เหรียญ (เรทเงินตอนไป 1 เหรียญเท่ากับ 4.3 บาทกว่า) ถือว่าราคาถูกกว่าไปนั่งรถไฟ แล้วต่อรถอีกต่อเยอะเลย ได้นั่งชมวิวไปเรื่อยๆ แล้วเลือกลงให้ถูกป้ายก็โอเคแล้ว (เก้าอี้รถบัสมีให้เลือกแบบ นั่งหันหน้าชนกันได้ด้วย)
ไปถึงแถวๆ Yau ma tai ที่พักที่เลือกพักในคราวนี้ตอนช่วงเที่ยงกว่าๆ แต่ยังไม่ถึงเวลาเช็คอินเข้าโรงแรมเลยฝากกระเป๋าเอาไว้กับทางโรงแรมก่อน แล้วออกไปตะลุยช็อปแถวๆที่พักเลย เป้าหมายที่มาช็อปคราวนี้คือ ของเล่น เป็นส่วนใหญ่ พี่สาวทำการบ้านมาเป็นอย่างดี ทั้งที่เพิ่งมาเป็นครั้งแรกเหมือนกัน แต่ก็พาตระเวนเดินไปตามตึกที่เป็นแหล่งรวมของเล่น.... พวกย่านขายของเล่นในฮ่องกงเนี่ย พูดตรงๆเลยว่า ถ้าไม่เตรียมข้อมูลมาก่อน แล้วดูแค่หน้าตึกล่ะก็ รับรองว่าไม่มีทางรู้แน่ตึกไหนมีขายบ้างแน่ บางตึกนี่โคตรลับแลเลย

ที่ฮ่องกงหา CD เพลงญี่ปุ่นได้ง่ายมากๆ เผลอๆง่ายกว่าหนังสือซะอีก เพราะทางโน้นเขาพิมพ์การ์ตูนญี่ปุ่นฉบับภาษาจีนออกมาไวเกือบเท่าๆกับญี่ปุ่นเลย ส่วนใหญ่เลยเจอแต่หนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นที่เป็นภาษาจีนมากกว่า (แต่หน้าปกเหมือนญี่ปุ่นเด้ะๆ) บางร้านนี่ก็ยังกับไปขนสินค้าอนิเมทมาขายทั้งร้าน ทั้งที่การจัดร้านเหมือนร้านแถวสะพานเหล็กเลย เรียกว่าไปแล้ว ถ้าไม่สังเกตอาจนึกว่าอยู่ญี่ปุ่น ... แต่จะประเทศไหนๆ อุปสงค์ อุปทาน มันก็เหมือนๆกัน เพราะตัวละครไหนดัง สินค้ามันก็จะพลอยราคาแพงไปด้วย เช่น พ่อบ้าน รีบอร์น เฮตาเลีย
อันนี้ตลกดี เลยเอามาแปะให้ดู เอามาดิสเพลย์แปลกๆขำๆก็มี อย่างตัวลูกกระจ๊อกในเซนไต ฮาได้ใจจริงๆ
จุดที่แปลกและควรระวังเวลาจะมาช็อปของเล่นอย่างหนึ่งคือ เวลาเปิด-ปิดร้านของฮ่องกง ... ถ้าเป็นญี่ปุ่น ส่วนใหญ่ จะเปิด10 โมง ปิด 2 ทุ่มทุกวัน แม้ว่าจะเป็นวันธรรมดาก็ตาม แต่ที่นี่ เปิดประมาณ บ่าย 2 โมงเป็นต้นไปจนถึง 3-4ทุ่ม(แล้วแต่ร้าน บางทีอาจช้า-เร็วกว่านั้น) เปิดช้าจนคิดว่า นี่เขาจะขายของกันหรือเปล่าเนี่ย =__=" แต่คิดไปคิดมามันก็ครือๆกับสะพานเหล็กบ้านเราเลยนี่นา.... หลักสำคัญอีกอย่างในการช็อปของเล่นที่นี่มีอีกข้อ คือ จำให้ขึ้นใจว่าที่นี่มันแหล่งรวมของก้อบ ร้านที่ขายของแท้ก็มี แต่บางร้านก็ขายปนกันทั้งก้อบทั้งแท้ เพราะงั้นจะหยิบหรือซื้ออะไรต้องดูให้ดีๆ
หลังจากเดินวนตามแหล่งขายของเล่นแล้ว ก็กลับมาเช็คอินเข้าโรงแรม คราวนี้พักที่ BRIDAL TEA HOUSE HOTEL ตกคืนละ พันบาท คิดว่าไหนๆได้ตั๋วเครื่องบินถูกแล้ว เลยอยากเลือกห้องที่ดูดีหน่อย เพราะไม่อยากไปแบบลำบากมาก เป็นโรงแรมที่อยู่ใกล้สถานีรถไฟสุดๆ(ถ้าออกถูกทางนะ) แบบว่าเดินขึ้นมาจากสถานี เดินไม่ถึง 1 นาทีก็ถึงโรงแรมแล้ว
ห้องที่พักอยู่ชั้นที่ 22 (ไม่รู้เลยว่าตึกเล็กๆ มันสูงมากกว่า 30 ชั้น) เท่าที่ดู 1 ชั้นจะมี 3 ห้อง ห้องที่พักเป็นห้องสำหรับ 2 คน รู้สึกว่าแคบกว่าที่คิดไว้เหมือนกัน แต่ก็สะอาดสะอ้านดี ทางซ้ายเป็นห้องน้ำรวมห้องอาบน้ำเลย ส่วนทางขวาจะมีช่องเล็กๆให้แขวนเสื้อผ้า วางของได้นิดหน่อย ส่วนเตียงที่นอน ตรงด้านล่างมีลิ้นชักขนาดใหญ่พอสมควร เอาไว้ใส่ของได้ด้วย (ไปแอบดูห้องของเพื่อนมา โดยรวมก็คล้ายๆกัน แต่ก็มีจุดที่ต่างกันเหมือนกันอย่าง ห้องเพื่อนจะไม่มีช่องสำหรับแขวนเสื้อ ประตูห้องน้ำจะเป็นแบบสไลด์ด้วย *0* )
สถานที่อื่นๆที่ไปมา...(ปกติไม่ค่อยจะได้ถ่ายรูปเท่าไหร่+ส่วนใหญ่ตอนซื้อของจะไม่ค่อยว่างถ่ายรูปด้วย แหะ แหะ)
วัดเจ้าแม่กวนอิม เห็นว่าถ้ามาฮ่องกงต้องมาไหว้ให้ได้ ก็เลยแวะไปสักหน่อย ไปถึงนี่ เจอคนไทยมากับทัวร์อย่างเยอะเลย ได้เดินเลียบหาดไปวัดด้วย แต่รู้สึกเดินบนทรายมันใช้แรงเยอะกว่า สุดท้ายเลยขึ้นไปเดินบนถนนคอนกรีต ช่วงที่ไปอากาศโอเค เจอวันที่ฟ้าครึ้มบ้าง แต่ไม่เจอฝนตกเลย ก็นับว่าโชคดี
ตรงหาดมีนกพิราบมานั่งอาบแดดด้วย เข้าใจว่าทรายน่าจะอุ่นล่ะมั้ง? มันเลยมานั่งกันใหญ่ ขนาดเดินไปใกล้ๆก็ไม่บินหนีด้วย
แถวๆหาดทราย ด้านหลังจะเป็นภูเขาด้วย ตึกที่เห็นในภาพเดาว่าน่าจะเป็นโรงแรมล่ะมั้ง ?
ขึ้นกระเช้าไปวัด Po Linที่เป็นที่ตั้งพระพุทธรูปที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วย อยู่บนเขาสูงมากๆขนาดว่าตอนที่เครื่องบินมาถึงฮ่องกง มองไปยังเห็นองค์พระอยู่บนยอดเขาเลย พูดถึงตอนขึ้นกระเช้านี่ก็หวาดเสียวสุดๆ มองลงไปแทบหน้ามืด ยิ่งนั่งกระเช้าก็ขึ้นสูงไปเรื่อยๆ สูงขนาดว่าตอนไปถึงวัด มองเห็นเมฆลอยต่ำมากขนาดให้ความรู้สึกว่า เราอยู่ระดับเดียวกับเมฆเลยล่ะ แต่พอนั่งไปสักพักก็เริ่มชิน มองลงไปได้สบาย เห็นเส้นทางเดินข้ามเขาไปวัดด้วย ไกลสุดๆ สงสัยใครใช้วิธีเดินไปวัดจะได้บุญมั้ง? แต่มันไกลมากจริงๆนะ เดินข้ามเขาตั้ง 3 ลูกแน่ะ
(ให้เห็นเมฆลอยต่ำกันชัดๆ ถ้าดูเผินๆ มันเหมือนควันนะ แต่จริงๆมันเป็นก้อนเมฆล่ะ)
ไปถึงองค์พระแล้ว แต่ต้องขึ้นบันได 256 ขั้น ทำเอาลังเลไปเหมือนกันว่าจะขึ้นไปดีหรือเปล่า =__=" แต่ไหนๆก็มาถึงแล้ว สุดท้ายก็เลยขึ้นไป... (นัยว่าไม่ขึ้น อาจโดนคนในกลุ่มประณามเอา)
A SYMPHONY OF LIGHTS ช่วง 2 ทุ่มถึง 2ทุ่ม 15 ของทุกวัน จะมีโชว์ไฟตึกด้วย ไปถึงก่อนเริ่มแค่ 5 นาที พูดถึงโชว์ก็สวยดีอยู่หรอก แต่ที่ประทับใจน่ะเป็นวิวริมอ่าวมากกว่า แบบว่า มันพาโนรามาจริงๆนะ ให้อารมณ์นั้นเลย มองไปในภาพมุมกว้าง เห็นตึกเรียงรายอยู่อีกฝั่งของเกาะ สวยมากจริงๆ (ภาพที่แปะนี่คือที่ถ่ายมานะ ไม่ได้ไปหามาจากไกด์บุ้ค) ตอนที่เห็นก็คิดว่าแค่ได้มาเห็นวิวนี้เฉยๆก็คุ้มแล้ว
วัดwong tai sin ที่แวะวันสุดท้ายก่อนกลับ ไม่ค่อยมีความเห็นอะไรเป็นพิเศษเพราะบรรยากาศคล้ายวัดแถวย่านเยาวราชบ้านเราเลย แต่คงจะศักดิ์สิทธิ์จริงๆ เพราะมีกรุ๊ปทัวร์มาลงเยอะเหมือนกัน แถมหน้าวัดก็มีร้านขายเครื่องรางของขลัง-อุปกรณ์สำหรับไหว้เจ้า เปิดเพียบ
เล็กๆน้อยๆ อาหารที่ฮ่องกงชามใหญ่แล้วก็เยอะสุดๆเลย ถ่ายภาพอาหารที่กินบางส่วน พูดถึงที่ฮ่องกงเนี่ย รู้สึกเหมือนพอเขารู้ว่าเราเป็นคนต่างชาติแล้ว บางร้านเขาก็จะเอาเมนูแบบภาษาอังกฤษให้ดูอยู่หรอก แต่รู้สึกเลยว่าบางร้าน เมนูสำหรับคนต่างชาติกับคนท้องที่ ราคาอาหารมันต้องไม่เหมือนกันแหงๆ =___="
ร้าน Eat together ที่อยู่ใกล้ๆกับที่พัก ข้าวหมูทอด กับเกี๊ยวซ่า รสชาติอร่อยใช้ได้เลย ประทับใจสุดๆแล้วมั้ง แต่ชานมร้านนี้กลับไร้ความหวานอย่างสิ้นเชิง ถ้ามีนมข้มหวาน อยากจะขอให้ใส่สัก 3 ช้อนพูนๆ
ร้านโยชิโนยะ สาขา ฮ่องกง กินอุด้งไก่ทอด(?) มา ส่วนใหญ่อาหารที่ฮ่องกงรสชาติมันเหมือนขาดอะไรไปอย่างนึง ขนาดไปโยชิโนยะแล้ว ก็ยังเป็นแบบฮ่องกง อย่างพวกเมนูไก่ หรือเป็ดก็ยังมีให้เห็น ก็แปลกๆดีเหมือนกัน
ขนมเนี่ย ความจริงกินหลายอย่างเหมือนกัน แต่ไม่ได้ถ่ายไว้เลย แหะ แหะ เหลือแต่ภาพชีสเค้กจากร้านคอนวิเนี่ยนแถวโรงแรม รสชาติหวานอ่อนๆ นุ่มละมุน อร่อยมากเลย โดนบอกว่า รูปนี้เหมือนไปญี่ปุ่นมา สงสัยเพราะมีน้ำ C.C. LEMON ของญี่ปุ่นวางไว้ด้วยล่ะมั้ง พูดถึงน้ำ ไปฮ่องกงแล้ว แทบไม่ค่อยได้กินน้ำเปล่าเท่าไหร่ เวลาไปไหน เพราะเค้าจะเสิร์ฟเป็นน้ำชา ดื่มได้ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว แต่เวลาไปตามร้านค้า หรือคอนวิเนี่ยน ถ้าเดินไปมุมน้ำดื่มจะเห็นว่า ราคาน้ำเปล่าเท่ากับน้ำอื่นๆ (อาจต่างกันบ้างนิดหน่อย) เวลาซื้อเสียดายเงิน เลยไม่ค่อยซื้อน้ำเปล่าดื่มเท่าไหร่ ขนาดว่าน้ำผลไม้ หรือเบียร์ราคายังพอๆกับน้ำเปล่าเลยล่ะ
สิ่งที่ประทับใจ(?)แบบที่ไม่พูดไม่ได้ คือรถเมล์ ที่นี่จะมีรถเมล์ 2 ชั้น แล้วก็ได้ขึ้นบ่อยๆเวลาไปไหนมาไหนด้วย จำได้ว่าครั้งแรกที่เห็น คิดเลยว่าต้องนั่งชั้น 2 แล้วก็ต้องแถวหน้าสุดด้วย! วิวต้องสวยแหงๆ ในวันที่ 2 ที่ไปวัดเจ้าแม่กวนอิม ก็ได้ขึ้นเจ้ารถเมล์ 2 ชั้น นี่แหละ แต่เจอ 2 หนุ่มชาวต่างชาติคู่อื่นตัดหน้า เลยพลาดนั่งเบาะหน้าสุด เลื่อนไปนั่งกลางๆแทน -3- ตอนนั้นก็แอบเสียดาย แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก แต่พอรถขยับเท่านั้นแหละ วินาทีนั้นถึงรู้สึกว่า ... ชั้น 2 มันโคตรโคลงเคลงเลย! ขนาด 2 หนุ่มเบาะหน้ายังนั่งกันตัวโยกเลยคิดดู ที่โคลงเคลงมากก็เพราะ คนฮ่องกงขับรถกันเร็วมากๆ ยิ่งตอนที่รถเมล์วิ่งขึ้นเขาที่เป็นถนน 2 เลนเนี่ย บรรยายไม่ถูกเลย เหมือนกำลังดูเรื่อง intitial D ยังไงยังงั้น คิดดูว่า เห็นภาพรถกำลังเลี้ยวขึ้นเขา ด้านนึงเป็นภูเขา แต่อีกด้านเป็นหน้าผาที่มีรั้วกั้นถนน (ยิ่งถ้านั่งชั้น 2 นะ ไอ้ฝั่งที่เป็นราวกั้นถนนนี่มองไม่เห็น เลยได้บรรยากาศopen side ข้างนึงโคตรๆ) ขนาดมีรถเมล์ที่วิ่งอีกเลนขับสวนมา พี่คนขับที่เข้าใจว่าคงขับจนโปรแล้วก็ไม่มีชะลอความเร็วเลย (เอาไปแข่งกับมินิบัสสาย 8 สบายเลยแหละ) วินาทีนั้นคิดแค่ว่า จะไม่มีทางนั่งชั้น 2 อีกแล้วล่ะ ขนาดไม่ใช่คนขี้ปอดอะไรยังกลัวมากๆเลยนะ (แถมพอกลับมาไทย แม่เล่าว่าที่ฮ่องกงมีข่าว รถเมล์ 2 ชั้นพลิกคว่ำด้วย ฟังแล้ว เข้าใจเลยว่าทำไมมันพลิกได้ ก็เล่นขับซะเร็วขนาดนั้น-*-)
ที่ไปมาก็มีไปเที่ยวเล่นตามตึกอีก 2-3 ที่แหละ แต่ไม่ได้ถ่ายภาพมา เพราะความขี้เกียจ และความพลุกพล่านของคนที่ไม่ค่อยอำนวยให้ถ่ายภาพเท่าไหร่ด้วยน่ะนะ ยังไงก็ขอจบรีพอร์ตที่ไม่ค่อยเหมือนรีพอร์ตเท่านี้แหละจ้า




















